หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ลองขับฮอนด้าฟรีด อยากนั่ง 6 คน มาทางนี้ : โพสต์ทูเดย์  (อ่าน 2576 ครั้ง)
winzeny
Administrator
Newbie
*****

การ์ม่า: -2
กระทู้: 29


« เมื่อ: สิงหาคม 22, 2009, 03:39:21 PM »

เป็นอีกความเห็นของผู้ที่ไปทดสอบที่อินโดนีเซียครับ มีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างจากท่านอื่นคือ .....

 

จุดเด่น
เบาะนั่งแถว 3 นี้ ใช้งานได้จริง สามารถปรับเอนได้อีกด้วย แถมยังมีเบาะรองศีรษะมาด้วย ทำให้การนั่งโดยสารด้วยระยะทางไกล หรือระยะเวลานานๆ ค่อนข้างจะสบายเลยครับ ไม่มีปัญหาแน่ แต่ต้องเป็นการนั่งแค่ 2 คนเท่านั้นนะครับ ถ้านั่ง 3 คน ละก็ผมแนะนำให้คนที่ 3 ที่เกินมานั้นขึ้นแท็กซี่ตามไปดีกว่า

ประตูหลังของฮอนด้า ฟรีด จะกลายเป็นจุดขายสำคัญอีกอย่างเลยทีเดียว ก็ แหม....ประตูหลังเป็นแบบประตูสไลด์ครับ ไม่ได้เป็นประตูเปิดแบบรถยนต์นั่งทั่วไป ทำให้การเข้า-ออกจากรถนั้นเป็นไปได้สบายมาก และทำให้ดูเหมือนกับเป็นเอ็มพีวีระดับหรูเหมือนกัน โดยประตูสไลด์มีทั้งสองด้าน ไม่ได้เปิดได้ด้านเดียวเหมือนรถตู้วิน


 

จุดด้อย
ความเย็นของแอร์นั้น อาจจะเป็นจุดอ่อนได้ เพราะช่องแอร์มีแค่ช่องแอร์ด้านหน้าเท่านั้น ไม่มีช่องแอร์แถว 2 หรือแถว 3 ทำให้แรงลมแอร์ที่จะมาถึงผู้โดยสารแถวหลังนั้นค่อนข้างเบา แม้ว่าจะเปิดเบอร์ 4 แล้วก็ตาม แต่ยังไม่ถึงกับร้อน ซึ่งเหตุการณ์นี้เรียกว่าคนหน้าขนลุก คนหลังกำลังสบาย ซึ่งผมมองว่าทางแก้ในจุดนี้ คือต้องติดฟิล์มกรองแสงคุณภาพดีๆ กันความร้อนสูงๆ ช่วยเรื่องของแอร์ น่าจะช่วยได้บ้าง

ด้านหน้าตำแหน่งคนขับ คุณภาพของวัสดุที่นำมาใช้นั้นค่อนข้างจะเป็นวัสดุที่ดูมีราคาถูกไปหน่อย ไม่ว่าจะเป็นแผงคอนโซล ที่เป็นพลาสติกทั้งหลาย หรือแผงขอบประตู รวมถึงพวงมาลัย ที่ดูแล้ววัสดุไม่โดนใจเลยครับ เทียบไม่ได้กับฮอนด้า แจ๊ส หรือฮอนด้า ซิตี้ ไม่ต้องไปเทียบกับซีอาร์วี ครับ เอาแค่ แจ๊ส กับ ซิตี้ ก็เทียบไม่ได้แล้ว..

 

อ่านเต็มๆ ข้างล่าง

ในที่สุด บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ ประเทศไทย ก็ตัดสินใจเดินหน้าทำตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ในแบบมินิเอ็มพีวี หรือรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่สามารถบรรทุกคนได้มากกว่ารถยนต์นั่งรุ่นเล็กทั่วไป ในรุ่น ฮอนด้า ฟรีด ซึ่งตอนนี้ผมเองก็ยังไม่รู้ว่า ทางฮอนด้าจะตั้งคำจำกัดความรถรุ่นนี้ว่าเป็นรถประเภทอะไร ซึ่งก็ต้องรอดูกันละครับว่าจะเป็นอะไร

แรกเริ่มเดิมที ฮอนด้าจะเปิดตัวฮอนด้า ฟรีด ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่เมื่อต้องเจอกับภาวะเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ตกต่ำ ทำให้ฮอนด้า ตัดสินใจเลื่อนแผนการเปิดตัวฮอนด้า ฟรีด ออกมาเป็นในช่วงปลายปีนี้

ฮอนด้า ฟรีด เป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาบนพื้นฐานความคิดที่ต้องการตอบสนองความต้องการในด้านการใช้ชีวิตอิสระ สามารถบรรทุกได้ทั้งคนและสัมภาระ แต่จะเน้นในเรื่องของการบรรทุกคนมากกว่าของครับ

การลองขับครั้งนี้ ต้องไปลองขับกันที่ประเทศอินโดนีเซียครับ เพราะฮอนด้า ฟรีด นั้นผลิตที่ประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากประเทศอินโดนีเซียนั้นถือว่าประเทศแห่งรถมินิเอ็มพีวีทีเดียว เพราะรัฐบาลอินโดนีเซียสนับสนุนให้มีการประกอบรถประเภทดังกล่าวในประเทศ เหมือนกับบ้านเราที่ภาครัฐให้การสนับสนุนการผลิตรถกระบะนั่นแหละครับ

ทำให้รถยนต์มินิเอ็มพีวีในประเทศอินโดนีเซีย จะมีราคาที่ต่ำกว่ารถยนต์ประเภทอื่นๆ ทำให้รถมินิเอ็มพีวีกลายเป็นรถยนต์ยอดนิยมของอินโดนีเซีย และได้ทำให้อินโดนีเซียเป็นศูนย์กลางประกอบรถมินิเอ็มพีวีในภูมิภาคนี้ไปในตัว

ที่ผ่านมาค่ายรถยนต์เมืองไทย เคยนำเข้ารถยนต์ประเภทเอ็มพีวี และมินิเอ็มพีวีจากประเทศอินโดนีเซีย เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยหลายรุ่นแล้วครับ แต่ถือว่ายังไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก ไม่ว่าจะเป็นโตโยต้า อาวันซา โตโยต้า อินโนวา และฮอนด้า สตรีม โดยสาเหตุหลักมาจากการประกอบ และอุปกรณ์ภายในตัวรถที่ใช้นั้นยังไม่โดนใจลูกค้าคนไทย ที่คุ้นเคยกับรถที่ประกอบในประเทศ ที่ดูเหมือนกับว่ามีคุณภาพเหนือกว่ารถที่ผลิตที่อินโดนีเซีย

ทำให้นี่คือสาเหตุที่ฮอนด้า มอเตอร์ ประเทศไทย ต้องพาสื่อมวลชนจากประเทศไทยไปอินโดนีเซีย เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าโรงงานประกอบรถยนต์ฮอนด้านั้นมีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ไม่ว่าจะผลิตจากโรงงานใด ก็ต้องวางใจได้

สำหรับโรงงานที่ประกอบฮอนด้า ฟรีด ที่อินโดนีเซียนั้นชื่อว่า โรงงาน PT.Honda Prospect Motor เป็นโรงงานขนาดใหญ่ใช้ได้เลยครับ เพราะมีกำลังการผลิตสูงสุดถึง 5 หมื่นคันต่อปี น้องๆ โรงงานฮอนด้า โรจนะ ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ของไทยเลยทีเดียว ซึ่งในเรื่องของมาตรฐานรายละเอียดโรงงานแห่งนี้ ผมจะนำมารายงานให้ท่านผู้อ่านได้ทราบในสัปดาห์หน้า

ส่วนสัปดาห์นี้ เป็นเรื่องของฮอนด้า ฟรีด รถที่หลายคนกำลังรออยู่ก่อนดีกว่าครับ

ฮอนด้า ฟรีด 5 คัน จอดรอพวกเราอยู่ที่สนามทดสอบที่โรงงาน PT.Honda Prospect Motor ไว้เรียบร้อยแล้ว

รูปร่างหน้าตาของฮอนด้า ฟรีด นั้น เหมือนกับเป็นการนำฮอนด้า แจ๊ส มาขยายให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 6 คน หรือมีที่นั่งได้แบบ 3 แถว แบ่งเป็น 2-2-2 ไม่ใช่สูตรฟุตบอลนะครับ เป็นจำนวนที่นั่งในแต่ละแถว

ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่าทำไม เบาะแถว 2 ถึงเป็น 2 ไม่ใช่ 3 ก็เพราะเบาะแถวสอง เป็นเก้าอี้แบบเก้าอี้เดี่ยว 2 ตัว ไม่ได้เป็นเก้าอี้แบบแถวเดียวเหมือนรถยนต์นั่งทั่วไป แต่เป็นรูปแบบเหมือนกับรถตู้หรูๆ ที่ขายกันอยู่ในบ้านเรา

 

สิ่งที่ผมสนใจในฮอนด้า ฟรีด มากเป็นพิเศษ คือพื้นที่ใช้สอยภายใน มากกว่าสมรรถนะของเครื่องยนต์ เนื่องจากจุดเด่นของฮอนด้า ฟรีด ไม่ได้อยู่ที่เครื่องยนต์ แต่อยู่ที่ภายใน เอาเป็นว่าฮอนด้า ฟรีด จะอยู่หรือไปในเมืองไทย ภายในเท่านั้นที่จะเป็นตัวตัดสิน

เมื่อเป็นเช่นนั้น เป้าหมายแรกของผมคือการเป็นผู้โดยสาร ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสารในแถวที่สอง หรือแถวหลังสุด ว่าจะนั่งได้อย่างสบายใจ ใช้งานในชีวิตประจำวันได้หรือเปล่า หรือจะเป็นแค่มีที่นั่งเพียงเพื่อจะแค่บอกว่ามีที่นั่งแล้วเท่านั้น แต่เมื่อนั่งจริง เป็นประเภทต้องนั่งแบบหน้างอคอหัก เข่าชิดคาง อย่างนั้นคงไม่หวัง

แต่เมื่อฮอนด้า ฟรีด พร้อมให้ขึ้นไปลอง ผมเปิดประตูหลังทันที และเชื่อว่าประตูหลังของฮอนด้า ฟรีด จะกลายเป็นจุดขายสำคัญอีกอย่างเลยทีเดียว ก็ แหม....ประตูหลังเป็นแบบประตูสไลด์ครับ ไม่ได้เป็นประตูเปิดแบบรถยนต์นั่งทั่วไป ทำให้การเข้า-ออกจากรถนั้นเป็นไปได้สบายมาก และทำให้ดูเหมือนกับเป็นเอ็มพีวีระดับหรูเหมือนกัน โดยประตูสไลด์มีทั้งสองด้าน ไม่ได้เปิดได้ด้านเดียวเหมือนรถตู้วิน

เริ่มแรกแค่ประตู ผมก็ชอบแล้ว ซึ่งสะดวกดีครับ กว้างมากๆ สำหรับการขึ้น-ลง ที่สำคัญรุ่นที่ลองนั้น เป็นรุ่นประตูไฟฟ้าด้วย เพียงแค่ดึงที่จับประตูออกเท่านั้น ที่เหลือปล่อยให้ระบบไฟฟ้าเป็นคนเลื่อน เราไม่ต้องออกแรงดันประตูไม่ว่าจะปิดหรือเปิดให้เสียกิริยา

กระโดดขึ้นมาก็สอดตัวเข้าไปนั่งเบาะแถวที่ 3 ทันที โดยเดินแบบก้มๆ ผ่านกลางระหว่างเบาะแถว 2 ไม่ได้ต้องมุดอ้อมหลังเบาะแถว 2 เหมือนกับรถที่มีเบาะนั่ง 3 แถวทั่วไป

ทำให้เห็นว่าพื้นที่ภายในห้องโดยสารของฮอนด้า ฟรีด นั้นกว้างพอใช้เลยครับ โดยฐานล้อนั้นกว้าง ยาว และสูงกว่าฮอนด้า แจ๊ส พอสมควรเลยครับ เรียกได้ว่าภายในใหญ่กว่าฮอนด้า แจ๊ส ไม่น้อยทีเดียว

เลื่อนตัวเข้ามาถึงเบาะนั่งแถวที่ 3 ลงนั่งทันที ความรู้สึกแรกที่ได้รับคือ “นั่งได้” ครับ นั่งแบบนั่งโดยสารได้เลยครับ ไม่ต้องบีบแข้ง ลีบขาให้อึดอัด เรียกว่าหุ่นชายไทยไซส์สูง 170 ซม.อย่างผม นั่งได้สบายๆ ยิ่งถ้าเบาะแถว 2 เลื่อนเบาะขึ้นไปหน่อย ยิ่งสบายใหญ่ ที่สำคัญพื้นรถเป็นพื้นราบ ทำให้ไม่ต้องชันเข่าเหมือนเบาะแถว 3 ของรถหลายๆ ยี่ห้อ

ลองนั่งขยับซ้ายขยับขวาดู ก็โอเคครับ ที่สำคัญเบาะนั่งแถว 3 นี้ สามารถปรับเอนได้อีกด้วย แถมยังมีเบาะรองศีรษะมาด้วย ทำให้การนั่งโดยสารด้วยระยะทางไกล หรือระยะเวลานานๆ ค่อนข้างจะสบายเลยครับ ไม่มีปัญหาแน่ แต่ต้องเป็นการนั่งแค่ 2 คนเท่านั้นนะครับ ถ้านั่ง 3 คน ละก็ผมแนะนำให้คนที่ 3 ที่เกินมานั้นขึ้นแท็กซี่ตามไปดีกว่า

ส่วนในเรื่องของความเย็นของแอร์นั้น อาจจะเป็นจุดอ่อนได้ เพราะช่องแอร์มีแค่ช่องแอร์ด้านหน้าเท่านั้น ไม่มีช่องแอร์แถว 2 หรือแถว 3 ทำให้แรงลมแอร์ที่จะมาถึงผู้โดยสารแถวหลังนั้นค่อนข้างเบา แม้ว่าจะเปิดเบอร์ 4 แล้วก็ตาม แต่ยังไม่ถึงกับร้อน ซึ่งเหตุการณ์นี้เรียกว่าคนหน้าขนลุก คนหลังกำลังสบาย ซึ่งผมมองว่าทางแก้ในจุดนี้ คือต้องติดฟิล์มกรองแสงคุณภาพดีๆ กันความร้อนสูงๆ ช่วยเรื่องของแอร์ น่าจะช่วยได้บ้าง

เอาเป็นว่าเบาะนั่งแถว 3 นั้น “ผ่าน” สบายในเรื่องของการใช้งานส่วนของบรรทุกผู้โดยสารครับ

นั่งสบายๆ ในแถวที่ 3 ได้จนพอใจ ก็ขยับมานั่งในที่นั่งแถวที่ 2 บ้าง โอ้โฮเหมือนกับนั่งโซฟาเลยครับ เพราะเป็นเบาะเดี่ยวแยกอิสระจากกัน มีที่วางแขนพร้อมพรั่ง ปรับเอนนอนไม่ต้องไปกังวล อยู่ที่ว่าจะนอนนานแค่ไหนดีกว่า

เบาะนั่งแบบแยกอิสระนี้จะกลายเป็นอีกหนึ่งจุดขายของ ฮอนด้า ฟรีด นอกจากประตูเลื่อนไฟฟ้าอย่างแน่นอน ครับ เพราะให้ความรู้สึกเหมือนกับนั่งในรถหรูๆ คันหนึ่ง

ประกอบกับความสูงของห้องโดยสารที่ค่อนข้างจะสูง ยิ่งทำให้ภายในตัวรถดูกว้างและโปร่งมากขึ้น ไม่รู้สึกอึดอัดเลยครับ เลยทำให้คิดว่าถ้ามีเจ้าตัวเล็กวิ่งไปวิ่งมาภายในรถ รถคันนี้น่าจะเป็นรถในฝันของครอบครัวเล็กๆ ที่กำลังเริ่มต้นได้เป็นอย่างดีทีเดียว

เพราะเจ้าตัวเล็กหรือผู้โดยสารภายในรถสามารถติดต่อสื่อสาร กันได้อย่างเต็มที่ เพราะมีที่ว่างระหว่างกลางเบาะโดยสารแถวหน้า และแถว 2 ที่เชื่อมต่อกัน ทำให้มีพื้นที่ในการเดินของเจ้าตัวเล็ก รวมทั้งการเอื้อมมาหยิบสิ่งของของผู้โดยสารภายในรถได้อย่างสบายเลยทีเดียว

ส่วนตัวแล้วผมชอบครับในเรื่องของพื้นที่ใช้สอยภายในของฮอนด้า ฟรีด คันนี้ ไม่น้อยเลยครับ

ขยับจากเบาะนั่งแถวที่ 2 แล้ว คงเป็นที่อื่นไปไม่ได้แล้วนอกจากตำแหน่งที่นั่งคนขับ ซึ่งเป็นตำแหน่งหลักของผมตลอดมา ที่ไปลองๆ นั่งที่เบาะโดยสารนั้นเป็นเพียงแค่การลองให้ “คนอื่น” เท่านั้น ส่วนตัวผมเองคงไม่มีโอกาสได้ใช้สอย เบาะนั่งไม่ว่าเป็นแถว 2 หรือแถว 3 ใดๆ แน่นอน เบาะของผมมีทีเดียวเท่านั้น คือเบาะนั่งหลังพวงมาลัย

เมื่อก้าวเข้ามานั่งยังตำแหน่งที่ควรจะเป็น คือหลังพวงมาลัย สิ่งที่เห็นและบอกได้เลยคือ อุปกรณ์ที่ใช้ภายในรถนั้น ยังขัดใจผมอยู่ไม่น้อย แม้ว่า แผงหน้าปัดด้านหน้า หรือตำแหน่งเกียร์ และอุปกรณ์ทั้งหมด จะอยู่บนคอนโซลหน้าทั้งหมด เพื่อเปิดเนื้อที่ให้กับที่ว่างระหว่างคนขับ และผู้โดยสารตอนหน้าก็ตาม

เอาว่าลองดูภาพประกอบแล้วกันครับ ซึ่งผมเองไม่มีปัญหากับเรื่องของตำแหน่งของคอนโซล และมาตรวัดต่างๆ ออกไปทางชอบใจด้วยซ้ำ

แต่ที่ติดใจอย่างมากคือ คุณภาพของวัสดุที่นำมาใช้นั้นค่อนข้างจะเป็นวัสดุที่ดูมีราคาถูกไปหน่อย ไม่ว่าจะเป็นแผงคอนโซล ที่เป็นพลาสติกทั้งหลาย หรือแผงขอบประตู รวมถึงพวงมาลัย ที่ดูแล้ววัสดุไม่โดนใจเลยครับ เทียบไม่ได้กับฮอนด้า แจ๊ส หรือฮอนด้า ซิตี้ ไม่ต้องไปเทียบกับซีอาร์วี ครับ เอาแค่ แจ๊ส กับ ซิตี้ ก็เทียบไม่ได้แล้ว

ซึ่งในจุดนี้ ผมเชื่อว่าฮอนด้าต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัสดุเหล่านี้อย่างแน่นอน เพราะหากไม่เปลี่ยน ฮอนด้า ฟรีด ไม่บูมอย่างที่คิดแน่นอน เพราะจะกลายเป็นรถราคาถูกทันที ขัดกับคอนเซปต์ ที่ฮอนด้าวางไว้ว่าจะนำเสนอให้เป็นพรีเมียม หรือมีระดับหน่อย

ดังนั้นถ้าใช้วัสดุอย่างนี้ ก็เก็บของกลับอินโดนีเซียไปได้เลย เพราะแค่ประตูบานเลื่อนไฟฟ้ากับความกว้างขวางภายใน ช่วยไม่ได้แน่

ลองลืมเรื่องคุณภาพวัสดุไปก่อน หันมาลองขับเสียหน่อย

เลื่อนตำแหน่งเกียร์มาเป็นเกียร์ D รถเคลื่อนตัวออกไปเรื่อยๆ บนสนามทดลอง เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร วีเทค ที่เป็นแบบเดียวกับฮอนด้า แจ๊ส ก็เริ่มถูกลองของทันที เมื่อผมกดคันเร่งเพื่อเรียกอัตราเร่ง ปรากฏว่า อัตราเร่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มาแบบทันทีทันใจ แต่มาแบบเรื่อยๆ ม้าที่มีอยู่ 118 ตัว ที่รอบเครื่องยนต์ 6,000 รอบต่อนาที อย่าคาดหวังว่าจะ “สนุก” กับการขับขี่ 

แต่ให้คาดหวังว่าจะให้คนนั่งได้ “สบาย” มากกว่า

เอาเป็นว่าขับกันไปแบบเรื่อยๆ ความเร็ว 120-130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้แน่นอน และทำได้แบบดีด้วย แต่หากต้องการอัตราเร่งแบบจี๊ดจ๊าด คงไม่ใช่ แต่ก็เร่งแซงได้ตามสถานการณ์

การควบคุมพวงมาลัยยังทำได้ดี แต่ไม่คม มากมายครับ จับอาการจากการขับแบบสลาลม พวงมาลัยยังควบคุมได้ไม่ดีนัก แต่หากเป็นการขับแบบใช้งานตามปกติ ไม่มีปัญหา

สรุป ฮอนด้า ฟรีด เป็นรถที่น่าใช้คันหนึ่ง หากฮอนด้าปรับปรุงคุณภาพของวัสดุภายในให้ดูดีขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ ส่วนราคาที่คาดว่าจะตั้งอยู่ประมาณ 8 แสนบาท นั้น ผมเชื่อว่าถ้าทำให้ภายในดูดี ประตูเลื่อนไฟฟ้า 2 บาน

ขายกระจายครับ!!

เครดิต http://www.posttoday.com/
รายงานโดย :นิธิ ท้วมประถม: วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552
                  
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
พิมพ์
 
กระโดดไป: